top of page
  • รูปภาพนักเขียนAdmin

ร้อนเกินไปแล้ว! หน้าฝนแล้วทำไมยังร้อนนะ!

ร้อนเกินไปแล้ว! หน้าฝนแล้วทำไมยังร้อนนะ!


ก็เพราะภาวะโลกร้อนไงล่ะ…


ภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาที่โลกของเรากำลังประสบพบเจออยู่ และต้องฝ่าฟันกันไปให้ได้อีกด้วย ในหลายๆประเทศต่างให้ความสนใจกับปัญหานี้อย่างจริงจังมากขึ้น ทังการ net zero และการลดการใช้พลังงานในกิจกรรมต่างๆ บริษัทชั้นนำทั่วโลกก็ให้ความสนใจเพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคเช่นกัน เพราะตอนนี้กระแส “go green” ก็มาแรงมากๆในหมู่ผู้บริโภคอย่างเราๆอีกด้วย


แล้วรู้มั้ย ว่าการใช้ไม้สนรัสเซียของเรา SAK WoodWorks ช่วยลดโลกร้อนได้ด้วยนะ


จะลดได้ยังไงกันบ้าง ไปดูกัน


โลกร้อน,ไม้สน,ป่า,ภาวะโลกร้อน



โลกร้อน,ไม้สน,ป่า,ภาวะโลกร้อน

ใช้ไม้สน SAK WoodWorks ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้แก่โลกใบนี้


สามารถยกตัวอย่างการบริหารจัดการป่าไม้ที่ประสบความสำเร็จและโด่งดังมากได้จากประเทศสวีเดน ประเทศที่พื้นที่ป่าไม้เพียง 1% ของทั้งหมดบนโลก แต่กลับเป็นผู้ส่งออกไม้อันดับต้นๆของโลกเลยทีเดียว


หากย้อนกลับไปดูในปี 1900 จะพบว่าพื้นที่ป่าไม้ในประเทศสวีเดนมีเพียง 30% เท่านั้น แต่เมื่อนำการบริหารจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนมาช่วย กลับพบว่าต้นไม้ที่ถูกปลูกใหม่มีมากกว่าต้นไม้ที่ถูกโค่นลงมาทำไม้แปรรูปเสียอีก การประกอบการค้าไม้อย่างจริงจังกลับส่งผลให้พื้นที่ป่าไม้ของสวีเดนขยายมากขึ้นเป็น 70% ในปัจจุบันและยังมีแนวโน้มที่จะโตขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง ด้วยการจัดการที่มีประสิทธิภาพนี้ส่งผลให้สวีเด็นกลายมาเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกไม้ระดับโลกทันที เรียกได้ว่ายิ่งตัดไม้กลับยิ่งมีพื้นที่ป่าไม้เพิ่มขึ้น และยังกลายมาเป็นวัตถุดิบส่งออกที่สำคัญช่วยสร้างรายได้ให้ประเทศอีกด้วย


ไม้สนของเราเองก็มาจากการปลูกป่าแบบยั่งยืน ซึ่งจะปลูกต้นสนจนมีอายุที่มีขนาดพอเหมาะที่จะตัดประมาณ 80-120 ปี โดยพื้นที่ปลูกไม้สนยุโรปของเรามีอยู่อย่างกว้างขวางทั้งในรัสเซียทางตอนเหนือ เอสโตเนีย ลิทัวเนีย เบลารุส และอื่นๆ การบริหารจัดการป่าไม้ที่มีประสิทธิภาพนี้เอง ที่ช่วยทำให้มีพื้นที่ป่าไม้ในโลกใบนี้มากขึ้นกว่าเดิม



โลกร้อน,ไม้สน,ป่า,ภาวะโลกร้อน

ลดโลกร้อนด้วยวัสดุธรรมชาติที่ยั่งยืนกว่า


รัฐบาลทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการใช้ไม้ เพื่อทดแทนเหล็กและพลาสติกกันมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ปัจจุบันสถาปัตยกรรมส่วนใหญ่ทั้งในยุโรปและอเมริกา ใช้ ไม้ เป็นองค์ประกอบมากถึง 80% ทำไมน่ะหรือ?


เพราะมันสามารถหมุนเวียนได้ นำมาใช้ใหม่ และรีไซเคิลได้ไงล่ะ…


หากเทียบกันในเรื่องของความยั่งยืนของวัสดุไม้สนกับวัสดุอื่นๆแล้ว ไม้สนเป็นวัสดุที่มาจากธรรมชาติแท้ๆ ที่มีการจัดการบริหารการปลูกป่าทดแทนอยู่ตลอด ซึ่งยังช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวดังที่กล่าวไปแล้ว ยิ่งมีการสนับสนุนให้ใช้ไม้สนมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีการปลูกเพิ่มขึ้นอีกด้วย การบริหารจัดการอย่างมีระบบนี้เองทำให้ไม้สนกลายเป็นวัสดุที่ “ใช้แล้วไม่หมดไป” เพราะปลูกทดแทนได้ง่าย ต้นสนใช้เวลาไม่นานเพื่อปลูกและเติบโต (ประมาณ 100 ปี) นอกจากนี้ไม้สนสามารถนำมาใช้ใหม่เช่นรื้อไม้เก่าที่ไม่ใช้แล้วเพื่อสร้างสรรค์ให้เป็นผลงานไม้ต่างๆ รวมทั้งรีไซเคิลเช่นนำไปทำเป็นไม้อัดได้อีกด้วย


แตกต่างจากวัสดุอื่นๆ เช่น โลหะ และพลาสติก ซึ่งจะพบว่า ถึงแม้โลหะและพลาสติกนั้น จะสามารถนำมารีไซเคิล หลอมแล้วขึ้นรูปใหม่ได้ มีการนำกลับมาใช้ใหม่ได้ในบางกรณี แต่ปริมาณการสร้างขึ้นมาทดแทนแทบจะเป็นไมไม่ได้เลย โลหะที่สำคัญเช่น เหล็ก มาจากการทำเหมืองที่ทำลายป่าไม้โดยตรง และกว่าจะได้แร่เหล็กมานั้นธรรมชาติใช้เวลาในการก่อตัวหลายแสนปี การที่เหล็กหาได้ยากนี้ส่งผลให้ราคาเหล็กแพงขึ้นเรื่อยๆทั่วโลก เช่นเดียวกับพลาสติกที่มีที่มาจากปิโตรเคมี หรือน้ำมันดิบที่เราใช้กัน ซึ่งก็ใช้เวลาก่อตัวหลายแสนปีเช่นกัน ทำให้วัสดุทั้งสองที่ยกตัวอย่างมานี้ไม่ใช่วัสดุที่หมุนเวียนได้ และใกล้เคียงกับคำว่า “ใช้แล้วหมดไป” ทำให้วัสดุทั้งสองไม่ใช่วัสดุที่สร้างความยั่งยืนให้กับโลกใบนี้เลย



โลกร้อน,ไม้สน,ป่า,ภาวะโลกร้อน

เป็นวัสดุที่เป็นธรรมชาติ ไม่สร้างขยะและมลพิษ สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ


อีกหนึ่งจุดสำคัญที่ไม้สนแตกต่างจากพลาสติกคือ ไม้สนสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ หากเราไม่ใช้ไม้สนแล้วและเลือกที่จะทิ้งชิ้นไม้ไป ไม้ที่ไม่ได้รับการดูแลที่ดีก็จะผุกร่อนและเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา โดยปกติไม้ที่ได้รับการดูแลที่ดีอาจจะใช้เวลาหลายร้อยปีเพื่อผุพัง แต่ไม้ที่ไม่ได้รับการดูแลที่ดียิ่งใกล้แหล่งน้ำหรือมีความชื้นมาก ทั้งแมลงและแบคทีเรียก็จะย่อยสลายไม้ให้ผุพังได้ไวยิ่งขึ้น ไม่สร้างขยะ ไม่สร้างมลพิษใดๆแก่โลกใบนี้


แตกต่างจากพลาสติกที่หากถูกทิ้งขว้าง บางชนิดจะใช้เวลาย่อยสลายเป็นหลักพันปีเลยทีเดียว เพราะการย่อยสลายที่ทำได้ยากทำให้เกิดปัญหาขยะพลาสติกขึ้นทั่วโลก ก่อเกิดทั้งความสกปรกในชุมชน และมลพิษแก่สิ่งแวดล้อมในวงกว้าง ทั้งดิน, แหล่งน้ำและอากาศ ล้วนได้รับผลกระทบจากขยะพลาสติกทั้งสิ้น โดยเฉพาะโฟมที่ถือเป็นพลาสติกที่ย่อยสลายไม่ได้ โฟมจะถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจากแรงต่างๆที่มากระทำตามธรรมชาติโดยไม่ถูกย่อยสลายและจะกลายเป็นเม็ดพลาสติกที่มีขนาดเล็กมาๆ เรียกว่าไมโครพลาสติกและนาโนพลาสติก ที่พร้อมจะแฝงอยู่ในพืชและสัตว์ที่กินเข้าไป สร้างความเสียหายแก่สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศน์โดยตรงอีกด้วย



โลกร้อน,ไม้สน,ป่า,ภาวะโลกร้อน

ไม้สนมีค่าของการใช้ พลังงาน, น้ำ และการปลดปล่อยคาร์บอน น้อยกว่าวัสดุอื่นๆ


ค่า energy, water and carbon footprint เป็นค่าที่ทั่วโลกให้ความสนใจอย่างมากเพราะค่าเหล่านี้แสดงผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนในปัจจุบันอย่างมาก ในหลายๆประเทศเริ่มวางมาตรการเพื่อการผลิตผลิตภัณฑ์และวัสดุต่างๆให้มีการใช้พลังงาน การใช้น้ำและการปล่อยคาร์บอนสู่สิ่งแวดล้อมให้ใกล้เคียงกับศูนย์ (net zero) ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้


ไม้สนนับเป็นวัสดุที่มีค่าเหล่านี้น้อยกว่าวัสดุอื่นๆมาก ทำให้เป็นวัสดุที่ช่วยลดโลกร้อนได้อย่างแท้จริง


- ตั้งแต่การปลูก ต้นสนช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศและแปรสภาพให้กลายเป็นเนื้อไม้ที่แข็งแกร่ง เส้นใยของเนื้อไม้สนมีความแน่น และมีความตรงอย่างมาก ซึ่งส่วนประกอบส่วนใหญ่คือคาร์บอนที่ดูดซับมาจากบรรยากาศนั่นเอง นับได้ว่าเป็นการลดโลกร้อนทางตรงเลยทีเดียว


- การใช้พลังงานและน้ำเพื่อการผลิตไม้สน ใช้น้อยกว่าการใช้ผลิตวัสดุอื่นๆอย่างมาก เทียบกับวัสดุอื่นเช่น การทำเหมืองเหล็ก และการขุดเจาะหาน้ำมันดิบ สิ่งเหล่านี้ต้องใช้ทั้งเทคโนโลยีระดับสูง พลังงาน และน้ำอย่างมากในการผลิต


- แม้แต่การขนส่งไม้สน ก็ใช้เชื้อเพลิงที่น้อยกว่าหากเทียบกับการขนส่งเหล็กที่มีน้ำหนักมากกว่า ไม้ที่เรานำเข้านั้นผ่านการอบแห้งให้มีน้ำหนักเบา และเนื่องจากคุณสมบัติพิเศษของไม้สนยุโรปที่โดดเด่นในเรื่องน้ำหนักเบาแต่แข็งแรงทนทานเป็นพิเศษแล้ว ยิ่งลดการใช้เชื้อเพลิงและพลังงานได้มากกว่าไม้ทั่วไปที่มีน้ำหนักมากกว่าอีกด้วย


- การจัดการวัสดุก็ง่ายกว่า เครื่องมือที่ใช้จัดการกับไม้สนล้วนใช้พลังงานน้อยกว่าไม้ทั่วไปมาก และยิ่งแตกต่างจากวัสดุอื่นที่จัดการได้ยากกว่าเช่นเหล็กที่ใช้ทั้งพลังงานและน้ำในการหลอมขึ้นรูป



ดู 25 ครั้ง

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด

Comments


bottom of page